คู่มือปฏิบัติการ: การจัดการโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนหลังน้ำลด (ฉบับ 3 ระยะเน้นโรคพืชวิทยา)
ภาวะน้ำท่วมขังเหนี่ยวนำให้เชื้อก่อโรคพืชในดิน 2 กลุ่มหลักเข้าทำลายระบบรากและลำต้น ได้แก่ กลุ่มโอโอไมซีทีส (Oomycetes) (Phytophthora palmivora และ Pythium spp.) ซึ่งมีสปอร์ว่ายน้ำได้ดี และ กลุ่มเชื้อราแท้ในดิน (True Fungi) (Fusarium spp.) ที่เข้าทำลายซ้ำเติมทางบาดแผลรากจนท่อน้ำเลี้ยงอุดตัน การวางแผนกำจัดโรคแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตามระดับความชื้นและสถานการณ์การระบาด ดังนี้
รายละเอียดข้อกำหนดการปฏิบัติการ 3 ระยะ
ระยะที่ 1: ตัดวงจรสปอร์ผิวหน้า (ทันทีหลังน้ำลด ดินยังเปียกแฉะ)
ฉีดล้างคราบโคลน: ใช้น้ำสะอาดล้างตะกอนดินเลนที่พอกคอดิน ลำต้น และใบออกทันที เพื่อกำจัดแหล่งสะสมเชื้อและเปิดช่องให้เนื้อเยื่อเปลือกหายใจ
พ่นล้างโคนต้นด้วยสารกลุ่มสัมผัส (หรือ FRAC Group M):
ฉีดพ่นเคลือบผิวเปลือกโคนต้น รอยคอดิน และผิวดินรอบรัศมีโคนด้วย คอปเปอร์ ไฮดรอกไซด์ / คอปเปอร์ ออกซีคลอไรด์ (กลุ่ม M1) หรือ แมนโคเซบ (กลุ่ม M3) เพื่อทำลายสปอร์เชื้อที่ตกค้างบนผิวสัมผัสก่อนแทรกซึมเข้าเนื้อเยื่อ
ข้อควรระวัง: หากต้นทุเรียนมีใบอ่อน ห้ามใช้สารกลุ่มคอปเปอร์ (FRAC M01) เพราะจะทำให้ใบอ่อนไหม้
ระยะที่ 2: สำรวจ วินิจฉัย และกำจัดเชื้อตรงจุด (ดินแห้งหมาด เข้าแปลงได้)
1. วินิจฉัยเชื้อก่อโรคก่อนเลือกใช้สาร
แผลเน่าที่โคนต้นและลำต้น (Phytophthora palmivora): เปลือกฉ่ำน้ำ ยุบตัว หรือมีน้ำยางสีน้ำตาลแดงคล้ายสนิมเหล็กไหลเยิ้ม ถากดูเนื้อไม้ด้านในพบสีน้ำตาลแดง
รากฝอยเน่าเปื่อย (Pythium spp. / Phytophthora): สุ่มคุ้ยหน้าดินรอบชายพุ่ม เปลือกรากฝอยเปื่อยยุ่ย ล่อนหลุดเหลือแต่แกนด้าย มีกลิ่นเหม็นอับ
2. การรักษาแผลสดที่ลำต้นและกิ่ง
ใช้มีดคมถากเปลือกบริเวณที่เน่าออกจนถึงเนื้อเยื่อสีขาว/ชมพูที่ดี แล้วทาแผลทันทีด้วย:
เมทาแลกซิล (กลุ่ม 4) + แมนโคเซบ (กลุ่ม M3) หรือ
ไดเมโทมอร์ฟ (กลุ่ม 40) หรือ
ฟอสอีทิล-อลูมิเนียม (กลุ่ม 33)
ทาซ้ำทุก 7 วัน จนกว่าขอบแผลจะแห้งสนิทและเริ่มสร้างเนื้อเยื่อแคลลัส
3. การราดดินกำจัดเชื้อในระบบราก
กรณีควบคุมกลุ่ม Oomycetes (Phytophthora + Pythium):
ใช้สูตรผสมสำเร็จรูป เมทาแลกซิล + โพรพาโมคาร์บ (กลุ่ม 4 + กลุ่ม 28) ราดดินรอบแนวทรงพุ่ม (โพรพาโมคาร์บช่วยกำจัด Pythium และ Phytophthora ร่วมกับเมทาแลกซิล ช่วยลดความเสี่ยงการดื้อยา)
⚠️ ข้อจำกัด: สารคู่นี้ ไม่สามารถกำจัดเชื้อราแท้ Fusarium ได้
กรณีในสวนเคยพบการระบาดของเชื้อ Fusarium ร่วมด้วย (กิ่งแห้ง ยอดตาย):
ต้องเสริมหรือสลับการราดดินด้วยสารกลุ่มทำลายเชื้อราแท้ ได้แก่ โพรคลอราซ (กลุ่ม 3) หรือ คาร์เบนดาซิม / ไทโอฟาเนต-เมทิล (กลุ่ม 1)
🚫 ข้อห้าม: อย่าพึ่งนำ ฟอสอีทิล-อลูมิเนียม มาราดดินในระยะนี้ เพราะจะถูกอนุภาคดินตรึงจนสูญเสียฤทธิ์ และไอออนอะลูมิเนียม () ในดินกรดจะเป็นพิษรุนแรงต่อปลายรากฝอยใหม่
4. การควบคุมเชื้อทางใบและระบบท่อลำเลียง
ฉีดพ่นทรงพุ่ม / ฉีดเข้าลำต้น: ใช้ กรดฟอสโฟนิก (กลุ่ม 33) สารจะเคลื่อนย้ายได้ 2 ทิศทาง (Ambimobile) ซึมเข้าใบแล้วเคลื่อนตัวลงไปปกป้องระบบราก
สารสูตรผสมกว้างสำหรับพ่นทรงพุ่ม: ใช้ ไดเมโทมอร์ฟ + ไพราโคลสโตรบิน (กลุ่ม 40 + กลุ่ม 11) เพื่อตัดวงจรเชื้อทั้งกลุ่ม Oomycetes (Phytophthora) และกลุ่มเชื้อราแท้ (Fusarium) พร้อมกันในรอบเดียว
5. กฎการสลับกลุ่มสารเคมี (FRAC Rotation)
ห้ามใช้สารเคมีในกลุ่ม FRAC เดิมซ้ำติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง
ตัวอย่างวงรอบการสลับสาร (รอบละ 7–10 วัน):
รอบที่ 1: ราดดินด้วย กลุ่ม 4 + กลุ่ม 28 (คุม Phytophthora + Pythium) และทาแผลด้วย กลุ่ม 4 + กลุ่ม M3
รอบที่ 2: พ่นทรงพุ่มหรือฉีดต้นด้วย กลุ่ม 33 (เคลื่อนย้ายลงราก) และเสริมราดโคนด้วย กลุ่ม 3 (คุม Fusarium)
รอบที่ 3: พ่นทรงพุ่มด้วย กลุ่ม 40 + กลุ่ม 11 (คุมสองกลุ่มพร้อมกัน) และทาแผลด้วย กลุ่ม 40
ระยะที่ 3: ควบคุมระยะยาวด้วยชีววิธี (แผลแห้งสนิท ต้นเริ่มทรงตัว)
ระยะเว้นสารเคมี (Safety Window): ต้องหยุดใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราทางดินอย่างน้อย 7–10 วัน (หากใช้กลุ่มคอปเปอร์เข้มข้น ให้เว้น 10–14 วัน) เพื่อไม่ให้สารตกค้างไปยับยั้งจุลินทรีย์ปฏิปักษ์
การลงเชื้อปฏิปักษ์ ไตรโคเดอร์มา (Trichoderma harzianum):
หว่านเชื้อสดคลุกปุ๋ยหมัก หรือใช้น้ำสปอร์ราดดินรอบแนวทรงพุ่มในสภาพดินชื้นหมาด
ไตรโคเดอร์มาจะเข้าสร้างเส้นใยพันรัด ปล่อยเอนไซม์ย่อยสลาย และเข้าครอบครองพื้นที่ดิน ซึ่งสามารถควบคุมสปอร์และเส้นใยของทั้ง Phytophthora, Pythium และมีประสิทธิภาพสูงต่อ Fusarium ในดิน
🚫 ข้อห้ามเด็ดขาด: ห้ามผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มาร่วมกับสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชลงในถังเดียวกันโดยเด็ดขาด
เอกสารคู่มือปฏิบัติการควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนหลังน้ำท่วมนี้: จัดทำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิกุล นุชนวลรัตน์ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
บทความวิชาการเผยแพร่ วันที่ 19 ตุลาคม 2569